วันคุ้มครองโลก (Earth Day) โลกใบนี้เป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเราทุกคน

วันที่ 22 เมษายนของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2513 จากการรวมพลังครั้งใหญ่ของกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นปลุกเร้าจิตสำนึกการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพราะตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่นับวันจะยิ่งเพิ่มพูนและรุนแรงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย กระแสการอนุรักษ์ดูแลธรรมชาติ เริ่มจริงจัง เมื่อปี 2533 นับจาก คุณสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม จากนั้นก็มีการจัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นจากอาจารย์และเหล่านักศึกษาสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่า ช่วยกันอนุรักษ์ดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่อย่างยั่งยืน

ในวันที่ 22 เมษายน 2563 ครบรอบ 50 ปี วันคุ้มครองโลก มีหน่วยงานเอกชนหลายประเทศจัดกิจกรรมดูแลจัดการเกี่ยวกับขยะ โดยสรุปก็คือ วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งเพราะเราจะได้ช่วยกันดูแลสิ่งรอบตัวจากการตระหนักความสำคัญของตนในฐานะผู้ปลูกผู้ดูแลรักษาใช่เพียงบริโภคใช้อย่างสะดวกสบายโดยไม่คิดถึงสิ่งที่สูญเสียแลกไป

หัวใจสำคัญของวันคุ้มครองโลก คือ การมีทัศนคติหรือมุมมองต่อสิ่งรอบตัวหรือโลกเราว่าเป็นดั่งบ้านเรือนหลังใหญ่ของทุกคน แค่เพียงเปิดประตูหน้าบ้านออกมาดู

เพราะการใช้ชีวิตของคนเราสร้างผลกระทบรบกวนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไม่รามือ วันคุ้มครองโลก (Earth Day) จึงถือเป็นโอกาสดีสำหรับเราทุกคนที่จะดูแลสิ่งรอบตัวเรา ตั้งแต่ป่าไม้ สิ่งมีชีวิต ทะเลแม่น้ำ รวมถึงสภาพอากาศ

วิธีการดูแลโลกก็เพียงง่าย ๆ ถ้าเราแคร์โลกใบนี้ เราจะปฏิบัติตัวต่อสิ่งรอบตัวอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล เราจะกระทำต่อสิ่งรอบตัวอย่างดี หันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น ซึ่งสามารถประมวลออกมาได้ดังนี้

  1. พึ่งตัวเองให้มากขึ้น ถ้ายังมีเวลาและเรี่ยวแรง…คือเดินให้มาก ปั่นจักรยานบ้าง การเดินและปั่นจักรยาน คือการใช้แรงของตนเองเพื่อเคลื่อนที่ไปถึงจุดหมาย เท่ากับออกกำลังกายไปในตัว ร่างกายเราก็แข็งแรง พร้อมกับได้ดูแลโลกใบนี้ คือลดการใช้รถยนต์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยปริยาย
  2. ใช้สิ่งของให้คุ้มค่าที่สุด เช่น ใช้กระดาษทั้งสองหน้า เดี๋ยวนี้มีการจดบันทึกในสมาร์โฟน ก็เป็นการช่วยลดใช้กระดาษ รวมถึงนำกระดาษที่ใช้แล้วสองหน้ามาเป็นวัสดุสำหรับประดิษฐ์ของใช้ต่าง ๆ ได้
  3. ใช้ถุงผ้าเวลาซื้อของต่าง ๆ รวมถึงถ้าทำได้ใช้ภาชนะปิ่นโตเวลาซื้ออาหาร เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งมีโอกาสปลิวล่องลอยไปตกในทะเล ส่งผลให้สัตว์ทะเลกลืนกินเข้าไปกลายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
  4. คิดก่อนจ่าย ไม่ใช่แค่อยากได้  ซื้อเฉพาะของที่ต้องใช้และจำเป็น เพราะสิ่งของทุกอย่าง มีมูลค่าในตัวเอง เกิดจากแรงงานและวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประกอบ ฉะนั้น ถ้าซื้อของเหล่านั้นมาประดับเฉย ๆ ไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ เท่ากับสูญเปล่า ฉะนั้น คิดก่อนจ่ายนะ ซึ่งมีผลดีคือ ได้ดูแลโลกเรา และได้ดูแลเงินในกระเป๋าเราด้วย
  5. ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ นอกจากดูแลที่บ้านเราแล้ว เวลาเห็นน้ำในห้องน้ำสาธารณะเปิดอยู่ โดยไม่มีคนใช้  ก็ช่วยกันปิด รวมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าไม่ใช้ก็ปิดได้นะ
  6. เข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติต่าง ๆ เรียกว่าถ้าอยากเห็นพลังสามัคคีซึ่งจะเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไปข้างหน้า ก็ลองร่วมกิจกรรมดูแลโลกใบนี้ เราจะได้มีโอกาสสัมผัสต้นไม้และธรรมชาติโลกใบนี้อย่างสนิทใจแนบแน่นกันมากขึ้น
  7. ดูแลรักษาความสะอาดตามถนนหนทาง เผื่อแผ่ความสะอาดจากในบ้านในห้องเรามายังสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เพื่อให้เกิดความสวยงามและเป็นการดูแลโลกเราได้ด้วย
  8. ศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราจากหนังสือ สื่อวิดีโอหรือภาพยนตร์ก็ได้ เราจะได้มีหัวใจที่อ่อนโยน รู้สึกผูกพันด้วยความตระหนักในสายใยที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับตัวเรามากขึ้น แล้วเราจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำอะไรคำนึงถึงโลกใบนี้มากขึ้น เห็นมิติต่าง ๆ มากขึ้น

“เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนว่า ทุกอย่างมีเหตุผลเชื่อมโยงกันเสมอ ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใด ย่อมมีผลโยงใยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อสภาวะดินฟ้าอากาศเสมอ โลกใบนี้เป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเราแต่ละคนเป็นเช่นไร 22 เมษายนนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาดูแลสิ่งรอบตัวด้วยความรักและจริงใจต่อกันให้สมกับเป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) โลกใบที่เราได้อยู่อาศัยมาเนิ่นนาน