เมื่อปัญญาประดิษฐ์มีแนวโน้มจะคุกคามอาชีพสิ่งที่เด็กยุคปัจจุบันควรทำคือ…

แม้จะไม่รู้แน่ชัด หรืออย่างไม่เป็นทางการ แต่หลายคนต่างก็ต้องยอมรับแล้วว่า ปัญญาประดิษฐ์  (Artificial Intelligence – AI) ก็ได้คืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคนเราช้าๆ มาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ในทางหนึ่ง AI สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในอีกทาง มันก็คือตัวร้าย เป็น ดิจิทัล ดิสรัปชัน (Digital Disruption) ที่หลายคนอาจจะโดนผลกระทบของมันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่บางคนอย่างเด็กๆ ที่มีหลายงานวิจัยให้ผลว่า อีกไม่ 5 – 10 ปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทไปจนถึงแทนที่มนุษย์ในตลาดแรงงานทีเดียว งานนี้นอกจากตื่นตระหนกแล้ว เราสามารถรับมือกับมันได้อย่างไรบ้าง

คุณธานัท จารุฤทธิไกร ผู้บริหารฝ่ายการตลาดบริษัท อัลทิมาไลฟ์ จำกัด ผู้ผลิต “ธิมา” เลขา AI อัจฉริยะ ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า AI เข้ามามีบทบาทในสายอาชีพต่างๆ ทั่วโลกสักระยะแล้ว อาทิเช่น งานเกี่ยวกับศาล ทนายความ หมอ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บรวมรวมข้อมูลทั่วโลกนับล้านๆ ข้อมูล แล้วนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์

“ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยข้อมูลที่มากมายขนาดนั้นมันมีโอกาสทำให้มนุษย์ที่ทำอาชีพนั้นๆ อยู่ตกงานได้เลยทีเดียว เพราะความแม่นยำย่อมมีมากกว่าอยู่แล้ว” คุณธานัทกล่าว

และนี่ไม่ใช่เป็นการคาดการณ์อนาคต แต่สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมโรงงาน ซึ่งบางแห่งสามารถใช้AIแทนมนุษย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่คุณธานัทบอกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ และหากเตรียมตัวไว้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพก็มารอยู่ไม่ไกลเลย

“สมมติว่าผู้พิพากษาทั้งโลกนี้ มีคดีความประมาณพันล้านกว่าคดี หลายคดีก็จะใช้วิจารณญาณของศาลดังนั้น ดังนั้นผู้พิพากษาจะต้องดูว่าในอดีตเขาตัดสินกันมาแบบไหน โดยมีเงื่อนไขแบบใด ก็จะอ้างอิงและถือเป็นบรรทัดฐาน ประเด็นคือ ปัจจุบันมีAIเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลว่า หากมีคดีแบบนี้แล้ว ทั้งโลกในอดีตเคยตัดสินกันแบบไหน  ผู้พิพากษาก็สามารถดูเป็นสถิติได้ หรือกับทนายความที่ต้องท่องจำมาตรากฎหมายหลายร้อยมาตรานั้น AI ก็สามารถบอกได้ว่าจะต้องต่อสู้ด้วยมาตราใดๆหรือในวงการแพทย์ หมอแต่ละคนอาจจะวินิจฉัยไม่เหมือนกัน แต่สมมติว่าให้AIเรียนรู้ฟิล์มเอ็กซเรย์ ว่าหากเป็นแบบนี้คือมะเร็ง แต่อีกแบบไม่เป็น ให้AIอ่านก็จะแม่นกว่าคน เพราะมีข้อมูลนับล้านชุด หรือวงการขายของออนไลน์ ถ้ามีคนขายของออนไลน์ได้วันละ 500 ออเดอร์ก็จะตอบคำถามเองไม่ไหว ก็จะจ้างแอดมิน บางหน่วยงานจ้างแอดมินเยอะ แต่บางหน่วยก็ลงทุนทางด้านAIเยอะมาก ตอบคำถามเยอะๆ มนุษย์จะทำไม่ได้ แต่AIทำได้ ไม่เหนื่อย หลายบริษัทจะหันมาทางนี้ชัดเจน

อนาคตหน่วยงานจะมอง 3 อย่าง อะไรที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ อะไรที่ลดค่าใช้จ่าย อะไรจะลดเวลาได้ เหล่านี้ก็จะเห็นได้ว่ามันทำให้หลายอาชีพอาจจะตกงานได้

ถ้าเรารู้แบบนี้แล้ว ก็ต้องเลือกวิชาเรียน ดูว่าอาชีพไหนที่AIแทนไม่ได้ อาชีพที่ได้ผลประโยชน์ที่สุด คือ โปรแกรมเมอร์เขียนAI ปัจจุบันนี้อาชีพที่ไม่ได้ผลกระทบเลยคือโปรแกรมเมอร์ แม้จะว่ามีโควิด ตอนนี้ขาดแคลนด้วยซ้ำเพราะทุกคนไปออนไลน์กันหมด ถือว่าเป็นอาชีพที่มาแรง และอาชีพเกี่ยวกับออนไลน์ เช่นการขายของออนไลน์ ทุกวันนี้คนที่ขายออนไลน์เก่งๆ ก็เป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นอาชีพอื่น เช่น อยากเป็นหมอ ระหว่างทางก็ให้ศึกษาAI ไปด้วย อย่างน้อยให้พอรู้ในฐานะยูสเซอร์ กล้าพูดเลยว่า ถ้าหมอคนไหนสามรารถใช้AIในการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ได้ก็จะได้รับการยอมรับมากกว่า หรือในสำนักงานบัญชี สมมติว่ามีนักบัญชีคนหนึ่งใช้AIช่วยทำบัญชี ช่วยทำงบดุล ช่วยตรวจสอบความถูกต้องได้ คนอื่นในบริษัทอาจจะตกงาน แต่ไม่ใช่คนนี้แน่ ดังนั้นแทนที่เราจะกลัวว่าAIจะมาแทนที่คน ให้เราคิดว่าทำอย่างไรเราถึงจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

คุณธานัทยังย้ำด้วยว่า AIถูกสร้างมาให้ชีวิตง่าย แต่คนส่วนใหญ่ยังใช้มันไม่เป็น เด็กๆ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้แต่เนิ่นๆ เพราะเริ่มก่อนก็จะประสบความสำเร็จได้ดีกว่า

“สิ่งที่จะบอกเด็กก็คือ ในอาชีพของคุณ คุณจะต้องศึกษามุมใดมุมหนึ่งให้ใช้เอไอให้ได้ แค่คุณใช้มันเป็นก่อนคนอื่น แค่นั้นชีวิตก็จะต่างจากคนอื่นเลย เมื่อก่อนทุกคนเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรออนไลน์ก็มา ตอนนี้คนที่ทำออนไลน์ก็รวยไปแล้ว ทุกวันนี้เราคุยกันว่าAIกำลังจะมานะ ดังนั้นถ้าคุณเข้าใจมันก่อน คุณจะได้เปรียบ เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็มา

เหมือนอุตสาหกรรม เรารู้ว่ารถยนต์ไม่ใช้น้ำมันมันจะมา เป็นรถยนต์ไฟฟ้า คำถามคือ ถ้าวันนี้คุณเป็นช่างซ่อมรถ ตอนนี้คุณควรทำอะไร คุณก็ต้องไปศึกษาการซ่อมรถไฟฟ้า เพราะถ้าตอนนี้เป็นนักศึกษากำลังเรียนการซ่อมเครื่องยนต์รถน้ำมัน แปลว่าหลังจากเรียนจบคุณกำลังจะตกงาน แต่อนาคตคุณจะรุ่งและเป็นที่ต้องการแน่นอนถ้าคุณเรียนคณะที่ส่งเสริมให้คุณสามารถซ่อมหรือรู้กลไกเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าได้”

คุณธานัทยังให้ทัศนะเกี่ยวกับเด็กๆ ไว้เพิ่มเติมด้วยว่า

“เด็กสมัยนี้ควรเรียนรู้การเขียนโปรแกรม อย่างน้อยถ้าเขาไม่ชอบก็ต้องรู้หลักการของมัน ต่อให้ไม่ใช่ผู้สร้างก็ต้องมีความสามารถในการเป็นผู้ใช้AIให้ได้”

ด้านนายธนกฤต รักมั่งคั่งทวี หรือ ทาโร่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนานาชาติแองโกลสิงคโปร์ กล่าวว่า AI มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ก็คือต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

“อนาคตของผมคงสานต่อธุรกิจของครอบครัวซึ่งเป็นธุรกิจอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต ก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างที่รู้กันว่าเมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยนไปก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย AIก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเราเพื่อเข้าตลาดแรงงานที่อาจจะมีAIเข้ามาทำแทนเราได้นั้น ก็คือ เราต้องค้นคว้าหาข้อมูล และปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา

“ผมคิดว่า มันมีข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คือ คนที่ไม่ทันโลกได้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยระบบAI คนก็จะตกงาน ก็จะเกิดปัญหาอาชญากรรมมากขึ้น และการที่มีAIอยู่ก็ต้องมีคนควบคุมด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดปัญหาหรืออันตรายที่ไมjคาดคิดขึ้นได้ ส่วนข้อดีคือ ถ้ามีAIมาช่วย งานก็จะเร็วขึ้น ง่ายขึ้น งานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะใช้AI เพราะฉะนั้นการที่มีAI เข้ามาในชีวิต ก็จะทำให้ชีวิตเรียบง่ายและสะดวกสบายมากขึ้นครับ”


ด้าน นาย จิรเมธ จู หรือ จิมมี่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน สารสาสน์เอกตรา กล่าวว่าตนเองฝันอยากเป็นศิลปิน มีผลงานทางดนตรี และวางแผนว่าจะเรียนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการบริการ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำเทคโนโลยีในอนาคตมาพัฒนายอดสิ่งที่เราอยากทำในอนาคตได้

“ผมว่าAIก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราช่วยแบ่งเบาภาระ ให้ความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ แต่AIทำงานได้มากกว่ามนุษย์ก็จริง แต่ไม่มีความนรู้สีกเหมือนมนุษย์ ไม่มีการสื่อสารกันด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ จริงอยู่ที่AIมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าในอนาคตก็ไม่ได้มีทฤษฎีว่ามันเก่งกว่ามนุษย์ หรือก้าวข้ามมนุษย์ไปได้ เราก็ต้องควบคุมมันให้เป็นระเบียบอยู่ในกรอบ อย่างมีมาตรการให้มันพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้แบ่งเบาภาระเรา และให้เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุคใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้”

ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญญาประดิษฐ์  (Artificial Intelligence – AI) สิ่งที่ทำได้ก็คือเตรียมตัวเป็นผู้ใช้มัน ในต่างประเทศ ยังขาดผู้ที่สามารถควบคุมAI นี้อย่างมาก หลายบริษัท เพิ่มเงินเดือนหลายเท่าสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่สามารถใช้งาน AI ได้ นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสอันดีงามสำหรับผู้ที่เตรียมตัวพร้อม แต่ก็ภัยคุกคามมากมายสำหรับผู้ที่จมอยู่กับทักษะดั้งเดิมซึ่งอาจจะไม่เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จในอาชีพการงานในอนาคตจึงต้องเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ เริ่ม!